.

.

.

.

.

.

จุดมุ่งหมายที่กิจการจะมุ่งมั่นให้สำเร็จเป้าหมาย
ในสภาพแวดล้อมทางด้านอื่นๆ เช่นการเมือง เสถียรภาพของรัฐบาล ภาวะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ราคาน้ำมัน กฎหมายที่เอื้อให้เกิดการลงทุนของต่างชาติ สหภาพแรงงานจะมีอิทธิพลในการเจรจาต่อรองค่าแรงงานเพิ่มจะนำความเสียหายกับผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดย่อม สมาคมการค้าต่างๆ สมาคมเป็นผู้กำหนดระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการที่จะเอื้ออำนวยประโยชน์ให้กับธุรกิจที่เป็นสมาชิก

ทิศทางของธุรกิจจะมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งในส่วนขององค์การธุรกิจเองมีการลดพนักงานทำให้องค์การมีขนาดเล็กลง จะต้องศึกษาจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี อัตราเงินเฟ้อ การจัดการโลจิสติกส์ คุณภาพของสินค้ายังคงเป็นสิ่งที่ผู้ลูกค้าต้องการลูกค้า คู่แข่งขันหรือจรรยาบรรณของธุรกิจ ทิศทางการจัดการสมัยใหม่เรื่องของธรรมาภิบาล การใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกขนาดย่อมจะต้องเฝ้าพินิจอยู่เสมอ

จุดมุ่งหมายที่กิจการจะมุ่งมั่นให้สำเร็จเป้าหมายเฉพาะด้าน ได้แก่

(1)  เป้าหมายทางการตลาด เช่นรายได้รวม ส่วนครองตลาด

(2)  เป้าหมายทางการผลิต เช่นคุณภาพของสินค้า การออกแบบได้ตรงกับความตองการของลูกค้า

(3)  เป้าหมายของการจัดการ เช่นผลประกอบการเป็นไปตามตัวชี้วัด

(4)  เป้าหมายทางการเงิน เช่นมีสภาพคล่อง มีเงินทุนสำรองหมุนเวียนในกิจการ ROI

เมื่อธุรกิจค้าปลีกขนาดย่อมมีการกำหนดเป้าหมายซึ่งถือว่าเป็นภาพรวมไว้แล้วจะเป็นเรื่องของการเงินที่จะต้องสรรหาแหล่งเงินทุน การจัดสรร  การใช้ไปของเงินทุน  เพื่อการผลิตสินค้าและบริการ และการตลาดที่จะต้องเสนอกลวิธีในการขายสินค้า ตลอดจนการวิจัยหาความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา เพื่อการผลิตที่มีคุณภาพตรงต่อความต้องการของลูกค้า และแผนทุกด้านจะต้องดำงานอย่างสอดคล้องประสานกัน ผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดย่อมควรตระหนักและให้ความสำคัญของแผนการตลาดมากที่สุดเพราะ เป็นการหาลูกค้าเพื่อกิจการ การเขียนแผนการตลาดควรที่จะเขียนแบบตรงไปตรงมาไม่คลุมเครือ บอกจุดแข็งจุดอ่อนอย่างชัดเจนและแผนสำรองหากเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้น เพื่อแสดงความจริงใจแก่ผู้ร่วมลงทุนและการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน แผนการตลาดจะช่วยให้ทราบว่าลูกค้าเป้าหมายกลุ่มใดที่จะซื้อสินค้าจากกิจการตลอดจนทราบปริมาณการซื้อ สรุปออกมาเป็นเป้าหมายทั้งนี้ควรกำหนดตัวเลขออกมาให้ชัดเจนอย่างมีหลักการ

นักธุรกิจระดับมืออาชีพมักจะพกนามบัตรติดตัวไว้เสมอ เนื่องจากในโลกของธุรกิจนั้นนามบัตรถือเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าแค่กระดาษแผ่นนึง เพราะนามบัตรใช้แนะนำตัวให้บุคคลอื่นได้รู้จัก เปรียบเสมือนเป็นบัตรประชาชนทางธุรกิจเลยก็เทียบได้ ซึ่งหลายวัฒนธรรมของการทำธุรกิจในการพบปะพูดคุยกันครั้งแรกๆของบริษัทผู้ค้ามักจะมีการแลกเปลี่ยนนามบัตรกันก่อนที่จะเริ่มลงมือพูดคุยเจรจาธุรกิจด้วยซ้ำไป นามบัตรจึงเป็นสิ่งสำคัญและกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกๆธุรกิจจะต้องมี สำหรับนามบัตรที่ดีมีองค์ประกอบ ดังนี้

1.ชื่อนามสกุลต้องชัดเจน เป็นส่วนสำคัญอันดับแรกสุดเลยของนามบัตร เพราะวัตถุประสงค์หลักของนามบัตรคือมันถูกผลิตขึ้นมาเพื่อแนะนำชื่อเสียงเรียงนามของผู้ถือเป็นสำคัญ ดังนั้นผู้ประกอบการห้ามสะกดตัวอักษรผิดเป็นอันขาด นอกจากนี้ยังอาจเกิดความผิดพลาดในด้านอื่นๆอีกหากคู่ค้าทางธุรกิจของท่านนำชื่อที่ได้จากนามบัตรที่สะกดผิดไปเขียนอ้างอิงลงในสัญญาที่มีผลทางกฎหมายหรือเช็คธนาคารซึ่งมันจะกลายเป็นโมฆะทันที

2.ตำแหน่งหน้าที่บอกถึงหน้าที่ความรับผิดชอบ เพื่อเป็นการสะดวกในการขอติดต่อ ก่อนที่จะทำนามบัตรต้องกำหนดให้ได้เสียก่อนว่าเจ้าของนามบัตรทำงานในตำแหน่งอะไรจึงจะสามารถดำเนินการในทำนามบัตรได้ นอกจากนี้หากในอนาคตมีพนักงานคนใดมีตำแหน่งเปลี่ยนแปลง ต้องรีบทำการเปลี่ยนนามบัตรให้พนักงานคนคนั้นโดยทันทีด้วย

3.ระบุชื่อที่อยู่ของบริษัทลงไปอย่างชัดเจน ในปัจจุบันยังควรต้องใส่เบอร์โทรศัพท์มือถือ อีเมลล์ รวมถึงทวิตเตอร์และช่องทางการสื่อสารอื่นๆที่เจ้าของบัตรมีเพื่อความสะดวกมากขึ้นในการติดต่อสื่อสารและเป็นการตามเทรนด์ของสังคมที่พัฒนามากขึ้น

4.โลโก้บริษัทต้องมีขนาดที่ใหญ่โตและโดดเด่นมากที่สุดในนามบัตร และต้องตั้งอยู่ในที่ที่โดดเด่นแยกออกมาเป็นการเฉพาะในมุมใดมุมหนึ่ง

5.ขนาดของนามบัตรตามรูปแบบสากล ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบกอบการสามารถแก้ไขขนาดได้นิดหน่อยทั้งความกว้างและความยาวโดยบวกลบได้ไม่เกิน 5 มิลลิเมตร

6.ใช้สีพื้นหลังที่เป็นพื้นๆและอ่อนแทน เพราะสามารถอ่านตัวหนังสือได้สะดวกกว่าพวกที่มีสีเข้มๆมาก

นามบัตรนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญในการทำธุรกิจ เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงตำแหน่งและหน้าที่การงานของบุคคลนั้นได้ และนามบัตรยังช่วยให้ผู้ที่ต้องการทำธุรกิจสามารถติดต่อกันได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย

Powered by WordPress | Theme by RoseCityGardens.com