ปัญหาสำคัญหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในการดำเนินธุรกิจ คือยังขาดความ เข้าใจในเรื่องของ “จุดคุ้มทุน หรือ Break-Even Point” โดยมักจะมีความเข้าใจว่า เมื่อใดก็ตาม ที่ตนเองมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเท่ากับรายจ่ายที่ตนจ่ายออกไป ซึ่งอาจจะคิดกัน เป็นรายเดือนหรือรายปี ก็ตาม ก็ถือว่าตนเอง “คุ้มทุน” ความเข้าใจดังกล่าวนั้นก็อาจจะถือว่าเป็นจริงได้ในบางกรณีเท่านั้น แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว การ “คุ้มทุน” ในความเข้าใจของผู้ประกอบการมักจะไม่ใช่ “จุดคุ้มทุน” ของธุรกิจที่แท้จริง

จุดคุ้มทุน มีความหมายถึง จุดหรือระดับของรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ ที่เท่ากับต้นทุนที่ธุรกิจได้จ่ายออกไป หรือจุดหรือระดับของรายได้ที่ธุรกิจ “เท่าทุน” โดยส่วนที่เลยจุดหรือระดับของรายได้ดังกล่าวคือผลกำไรที่ธุรกิจ จะได้

ตัวอย่างเช่น ถ้าธุรกิจหนึ่งมีการผลิตสินค้าเพื่อขายจำนวน 10,000 ชิ้นต่อเดือน ราคาที่ตั้งขายชิ้นละ 100 บาท ดังนั้นถ้าธุรกิจนี้ขายสินค้า ได้ทั้งหมด หรือทั้ง 10,000 ชิ้น ธุรกิจจะมีรายได้จากการขายสินค้า ดังกล่าวเท่ากับ 1,000,000 บาท ต่อเดือน โดยถ้าจากการคำนวณจุด คุ้มทุนมีค่าเท่ากับร้อยละ 60 ก็จะหมายความว่า ถ้าธุรกิจสามารถสร้างยอดขายได้ 600,000 บาท ต่อเดือน หรือขาย สินค้าได้ 6,000 ชิ้น รายได้ที่เกิดขึ้นจะเท่ากับต้นทุนที่ธุรกิจจ่ายออกไป ในการผลิตสินค้าและต้นทุนการขายและ บริหารในธุรกิจทั้งหมด โดย ส่วนที่มากกว่า 600,000 บาทต่อเดือน หรือมียอดขายสินค้า 6,000 ชิ้นนี้ เป็นส่วนที่ธุรกิจจะได้รับเป็นผลกำไร ขึ้นอยู่ว่าจะขายสินค้าที่มีได้ หมดหรือไม่

ถ้าธุรกิจมีรายได้หรือจำนวนสินค้าที่ขายได้น้อยกว่าระดับจุดคุ้มทุน ดังกล่าว ธุรกิจจะประสบกับสภาวะขาดทุน ทำให้การทราบถึงจุดคุ้มทุน ของธุรกิจ เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้และตระหนักถึงความสำคัญ เพราะบ่อยครั้งที่ผู้ประกอบการไม่ทราบว่าธุรกิจของตนต้องดำเนินการขาย สินค้าหรือบริการ ในจำนวนเท่าใด จึงจะคุ้มกับต้นทุนที่ตนเองจ่ายออกไป ในแต่ละเดือน ซึ่งทำให้กระบวนการในการวางแนวทางการเงิน และการ วางแผนทางการตลาดเกิดข้อผิดพลาด เพราะไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับ จุดคุ้มทุน นั่นเอง

นอกจากนี้การมีความเข้าใจเกี่ยวกับจุดคุ้มทุนในการดำเนินธุรกิจนั้น ยังเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการตัดสินใจสำหรับผู้ประกอบการในการดำเนิน ธุรกิจอีกด้วย เช่น การตัดสินใจในการผลิตสินค้า การตัดสินใจในการบริหาร จัดการ การตัดสินใจในการเลือกทำเลที่ตั้งของธุรกิจ เป็นต้น

การคำนวณหาจุดคุ้มทุนนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากต่อการคำนวณสำหรับผู้ ประกอบการแต่อย่างใด เนื่องจากมีตัวแปรที่ใช้ในการคำนวณเพียง 3 ตัว แปรหลักๆ เท่านั้น คือ ต้นทุนคงที่ ต้นทุนผันแปร และยอดขายสินค้า หรือบริการ เท่านั้น หรืออาจเป็นการคำนวณในลักษณะของจำนวนรวม หรือเป็นราคาต่อหน่วยก็ได้ คือ ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยของสินค้า ต้นทุน ผันแปรต่อหน่วยของสินค้า และราคาขายต่อหน่วยของสินค้า ซึ่งก็ประยุกต์ มาจากตัวแปรหลักเบื้องต้นนั่นเอง

แต่จุดที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังมีความสับสนจะเป็นเรื่องของ อะไร คือต้นทุนคงที่ อะไรคือต้นทุนผันแปร เพราะถ้าไม่เข้าใจในเรื่องของความ แตกต่างในเรื่องของลักษณะและการกำหนดต้นทุนทั้ง 2 ประเภท ก็จะ ทำให้ผลลัพธ์ในการคำนวณจุดคุ้มทุนมีความผิดพลาด และไม่สามารถ นำมาใช้ในการตัดสินใจในการ ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง ดังนั้นก่อนที่จะรู้ ถึงวิธีการคำนวณจุดคุ้มทุนจึงต้องทำความเข้าใจกับต้นทุนทั้ง 2 ประเภท ก่อน เป็นเบื้องต้น

5

ยุคปัจจุบันนั้น เป็นยุคที่ต้องใช้การสื่อสารเข้ามาช่วยในการทำธุรกิจมากที่สุด ฉะนั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่จึงจำต้องมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต และต้องมีกลยุทธ์ในการทำธุรกิจอย่างรอบด้าน ถ้าท่านผลิตสินค้าได้ ท่านต้องเรียนรู้การสร้างตราสินค้า ไม่เช่นนั้นสินค้าของเราก็จะกลายเป็น Commodity ทำให้เราต้องสู้กับเขาเฉพาะค่าแรงเท่านั้น เพราะว่าผู้คนส่วนมากจะยึดติดกับตราสินค้า และเรียนรู้ประสบการณ์ของสินค้าจากตราสินค้ามากกว่าการคำนึงถึงราคา การสร้างแบรนด์ จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญในการแข่งขันในปัจจุบันนี้การทำธุรกิจให้อยู่รอดได้ เรื่องของการตลาดต้องเป็นตัวนำ ยุคนี้นักการตลาดจะต้องเป็นใหญ่ การตลาดจะเป็นหนทางทำให้เงินเข้าสู่บริษัท และนักการตลาดในปัจจุบันนี้จำเป็นต้องเป็นพวกรู้มากและรู้ทุกอย่าง หรืออย่างที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Jack of All Trade นั่นเอง การตลาดสมัยใหม่นั้น มีกฎของการบริการง่ายๆ 2 ข้อเท่านั้นคือ

ลูกค้าถูกเสมอถ้าลูกค้าทำผิดให้กลับไปดูกฎข้อที่ 1 ใหม่ เพราะว่าลูกค้าจะต้องถูกเสมอ ลูกค้าคือพระเจ้า แต่อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นพระเจ้าจริงๆ นั้นก็คือ พนักงานขององค์กรนั้น เพราะว่าถ้าองค์กรใดมีสินค้าดี แต่มีพนักงานไม่มีคุณภาพ หรือไม่มีจิตวิญญาณของการให้บริการ บริษัทนั้นก็จะไม่เจริญก้าวหน้า เพราะพนักงานก็คือทรัพยากรมนุษย์ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจในปัจจุบัน และถ้าประเทศใดองค์กรใด บริษัทใดใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการองค์กรนั้นก็จะได้เปรียบทางการแข่งขัน ถ้าท่านอยากประกอบธุรกิจในโลกไร้พรมแดนได้ประสบความสำเร็จ ท่านต้องเน้นที่ กลยุทธ์4C แทนที่จะหันมามองที่ 4P อย่างเดิมๆ 4C นั้นคือ 1.Consumer 2.Cost 3.Convenience และ 4.Communication

เราจึงได้ยินบ่อย ๆ ว่านักการตลาดส่วนใหญ่หันมาศึกษาหาความรู้ในเรื่อง CRM ส่วนการผลิตสินค้านั้น เราต้องคำนึงถึงต้นทุน และหาทางลดต้นทุนให้ได้ เพราะการขึ้นราคาสินค้าตามใจชอบทำไม่ได้อีกแล้ว คู่แข่งขันมีมาก ทันทีที่เราขึ้นราคา ลูกค้าเราก็อาจหันไปหาคนอื่นได้ ฉะนั้น ในยุคนี้เราจึงได้ยินการสัมมนาว่าด้วยเรื่อง การจัดการโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain Management (SCM) เพราะกระบวนการจัดการโซ่อุปทานนั้น สามารถทำให้เราลดต้นทุนการผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 10-30 % เลยทีเดียว ส่วนช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้านั้น แต่เดิมเราก็ขายสินค้าผ่านร้านค้าส่ง และร้านค้าปลีก เดี๋ยวนี้บรรดา Modern Trades เกิดขึ้นมากมาย ช่องทางการจัดจำหน่ายจึงต้องคำนึงถึงการให้ความสะดวกสบายแก่ผู้บริโภค และนั่นก็คือ Convenience นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายในเรื่องการทำ Home Delivery หรือการทำธุรกรรมทางธนาคารที่บ้าน หรือผ่านทางมือถือ เป็นต้น และสุดท้ายการทำโปรโมชั่น ต้องเป็นแบบการสื่อสารครบวงจร หรือ Communication และต้องเป็น Total Communication หรือ IMC นั่นเอง

คนที่ประสบความสำเร็จ มักจะเป็นคนที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดให้กับตนเองอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่คนล้มเหลวจะเป็นคนที่ติดอยู่กับอดีต และความสำเร็จเก่าๆ คนเหล่านี้จะไม่สามารถต่อยอดตนเองได้ เพราะกลัวว่าถ้าต่อยอดหรือลงมือทำแล้ว อาจทำได้ไม่ดีเท่ากับความสำเร็จในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งการต่อยอดตนเองให้ประสบความสำเร็จนั้นจะต้องไม่กลัวการถูกตำหนิ ไม่กลัวการล้มเหลว เพราสิ่งเหล่านี้ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงข้อผิดพลาด และรู้จักตนเองมากขึ้น เพื่อให้เรานำข้อบกพร่องเหล่านี้มาปรับปรุงแก้ไขจนเป็นผู้ประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

เจ้าของธุรกิจต้องเริ่มปรับกลยุทธ์วางแผนทิศทางของธุรกิจคุณแล้วว่าจะดำเนินธุรกิจต่อไปในทางไหน ซึ่งโดยส่วนใหญ่เลือกที่จะเดินหน้าต่อ โดยจุดหมายปลายทางของผู้ประกอบการทุกคนคงอยากจะเห็นธุรกิจเจริญก้าวหน้าสืบต่อไปจึงถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน การต่อยอดธุรกิจเปรียบเสมือนสูตรสำเร็จที่จะช่วยให้การทำธุรกิจเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการสมควรจะต้องเรียนรู้และหาแนวทางการต่อยอดธุรกิจที่เหมาะสมและสอดคล้องให้กับธุรกิจตนมากที่สุด อันจะส่งผลถึงการประสบความสำเร็จ บ่อยครั้งที่ผู้ประกอบการมักจะมองไม่เห็นประโยชน์และไม่สามารถจับจุดความสำคัญในสิ่งใกล้ตัวของตนเองได้ กลับเลือกที่จะไปลงมือสร้างในสิ่งที่ไกลตัวและไม่มีความถนัดเป็นการเฉพาะแทน เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ใหม่กว่า ซึ่งแนวทางการต่อยอดธุรกิจมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป มันอยู่ที่การตีโจทย์ให้แตกว่าธุรกิจต้องการอะไรในอนาคตต่างหาก

การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยเน้นเรื่องกระบวนการผลิตสินค้าคุณภาพ การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ พฤติกรรมผู้บริโภค จริยธรรมการผลิต การดำเนินธุรกิจ และความรู้เรื่องการเจรจาต่อรอง รวมทั้งเนื้อหาทางการเงินเพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจเรื่องบัญชีและการลงทุนมากขึ้น เพราะความสามารถในการรักษาตลาดหรือส่วนแบ่งทางการตลาดก็เป็นประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของการต่อยอดทางธุรกิจ เพราะถ้าคุณต่อยอดด้วยการขยายกิจการหรือผลิตภัณฑ์สินค้า และบริการของทางบริษัทคุณออกไปให้เพิ่มมากขึ้น ก็เหมือนกับเป็นการโฆษณาบริษัทในเรื่องของความเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆเป็นการเฉพาะ และยังสร้างภาพพจน์ที่น่าเชื่อถือของทางบริษัทที่ทำกิจการในหลายๆด้านที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนกันเป็นอย่างดี

นับแต่อดีตเป็นต้นมาหลายครั้งที่ค่านิยมถูกนำไปผูกติดกับความเชื่อในแบบผิดๆ ซึ่งมักบังคับช่องทางการทำธุรกิจให้แคบลงอยู่เสมอ ความเชื่อเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเอาเสียเลยในปัจจุบัน เพราะดูเหมือนจะเป็นการไปจำกัดความก้าวหน้าอย่างสิ้นเชิงสำหรับนักธุรกิจสายเลือดใหม่ โดยหนึ่งในความเชื่อที่เป็นข้อผูกมัดให้ไม่อาจทำให้เริ่มธุรกิจใหม่ได้ก็คือความเชื่อเรื่องประสบการณ์ ซึ่งมักได้รับการบอกกล่าวจากรุ่นสู่รุ่นว่าธุรกิจเป็นเรื่องของประสบการณ์ ผู้ใดไม่มีประสบการณ์ก็อย่าริอ่านไปทำธุรกิจโดยเด็ดขาด แนวทางที่จะปฏิวัติความคิดเรื่องประสบการณ์ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจอีกต่อไป ดังต่อไปนี้

1. แสวงหาความต้องการของตลาด

การมองหาความต้องการของตลาดเป็นสิ่งแรกที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่พึงจะต้องกระทำ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับสิ่งประดิษฐ์และบริการ เพราะต้องเข้าใจในพื้นฐานของคนเราที่มีความต้องการไม่เหมือนกัน และเชื่อเถอะว่าไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการใดสามารถตอบสนองความต้องการได้ครบและครอบคลุมทุกกลุ่มผู้บริโภคได้ ดังนั้นสิ่งนี้คือช่องทางและโอกาสทองของผู้ประกอบการมือใหม่ที่ต้องจับตลาดความต้องการของผู้บริโภคที่มักเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ และทำผลิตภัณฑ์ออกมาตอบสนองความต้องการในส่วนดังกล่าวให้จงได้ ซึ่งแนวทางนี้ไม่ต้องใช้ประสบการณ์เลยแม้แต่น้อย ที่ต้องใช้คือการทำวิจัยดีๆ ต่างหาก

2. เลือกทำธุรกิจอย่างชาญฉลาด

ผู้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจหลายคนส่วนมากก็ไม่ได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องธุรกิจมาก่อน เพียงแต่พวกเขามีมุมมองอันชาญฉลาดและรู้ว่าธุรกิจอะไรควรลงไปแข่ง ธุรกิจอะไรควรเว้นวรรค หรือที่เรียกว่าการประเมินโอกาสทางธุรกิจนั่นเอง วิธีการประเมินธุรกิจเบื้องต้นที่ง่ายที่สุดคือการประเมินศักยภาพของธุรกิจของตนเองและกลุ่มตลาดเป้าหมาย ตัวอย่างคือ พิจารณาปัจจัยทางความพร้อม บุคลากร เงินทุน การบริหาร บวกกับแนวทางการเติบโตของกลุ่มเป้าหมายที่จะลงไปจับ คู่แข่ง ความต้องการหลักของผู้บริโภค เมื่อนำปัจจัยทั้ง 2 ด้านมาวิเคราะห์ประกอบกันแล้วก็จะรู้เองว่าธุรกิจดังกล่าวมีความน่าลงทุนขนาดไหนที่จะส่งผลิตภัณฑ์และบริการลงไปแข่งด้วย จึงจะเรียกว่าเป็นการทำธุรกิจอย่างชาญฉลาดที่มีแต่ได้มากกว่าเสียนั่นเอง

3. สร้างความน่าเชื่อถือ

ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดจุดด้อยในเรื่องการขาดประสบการณ์ได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะกับบริษัทหน้าใหม่ๆ คำถามที่มักพบเป็นประจำเมื่อเวลาไปขายงานต่อหน้าลูกค้าคือ หากไม่มีประสบการณ์อะไรเลยแล้วสิ่งไหนจะมาเป็นตัวช่วยบ่งชี้ว่าคุณจะทำงานให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่นำเสนอมาได้ ผู้ประกอบการหลายรายเมื่อได้ฟังคำถามนี้ก็แทบตกเก้าอี้เพราะไม่สามารถตอบคำถามที่ยิงมาจากปากลูกค้าได้ ทางออกของปัญหาดังกล่าวคือสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นในกรอบการดำเนินงานของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนเงินทุนสำรอง ยอดหมุนเวียนในกระแสเงินสด และที่สำคัญคือประวัติการทำงานที่ผ่านมาของบริษัทต้องไม่มีข้อผิดพลาดจนถูกฟ้องร้องหรือความล้มเหลวที่เกิดขึ้นจากการทำงานโดยเด็ดขาด เรียกได้ว่าทำประวัติการทำงานของบริษัทให้เนียนเข้าไว้จะช่วยทดแทนจุดด้อยในเรื่องของการขาดประสบการณ์ได้เป็นอย่างดี

4. อาศัยและพึ่งพาทรัพยากรฟรี

เพราะความที่ยังไม่มีประสบการณ์จึงต้องอาศัยความทุ่มเทและการประหยัดมัธยัสถ์เป็นหลัก ด้วยการไปศึกษาหาข้อมูลและคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจที่ให้บริการฟรีในรูปแบบเครือข่ายอย่างในโลกสังคมออนไลน์ (Social Media) เช่น ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก ที่มักให้คำปรึกษาในการทำธุรกิจแบบฟรีๆ ไม่เสียเงินเลยสักบาท บางครั้งอาจช่วยพิจารณาการวางแผนธุรกิจและช่วยกระจายข้อมูลในเรื่องการทำงานให้ด้วย ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือในลักษณะของมิตรภาพที่ไม่อาจตีราคาได้ นอกจากนี้การศึกษาหาข้อมูลการทำธุรกิจจากห้องสมุดต่างๆ และการเข้าอบรมสัมมนาทางวิชาการตามมหาวิทยาลัยก็เป็นวิธีการช่วยเพิ่มความรู้ได้ดีอีกวิธีหนึ่ง

5. ใช้สื่ออินเทอร์เน็ตเพื่อประหยัดงบทางธุรกิจ

ผู้เริ่มประกอบธุรกิจในช่วงแรกต่างรู้ดีว่าเงินทุนเป็นสิ่งมีค่ามากที่สุด การใช้จ่ายจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษหรือเรียกง่ายๆ ว่าการประหยัดนั่นเอง โดยหนึ่งในแนวทางที่จะช่วยลดรายจ่ายได้เป็นอย่างดีคือ การใช้งานอินเทอร์เน็ตให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ซึ่งปัจจุบันข้อมูลที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจสามารถค้นหาจากทางโลกออนไลน์ได้แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการเขียนแผนทางธุรกิจ การดาวน์โหลดเอกสาร และที่สำคัญคือสถิติต่างๆ ที่มีเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตก็มีอยู่เป็นจำนวนมากและฟรีอีกด้วย หากไปว่าจ้างบริษัทรับทำสำรวจจะเสียค่าใช้จ่ายแพงมาก และไม่คุ้มค่าสำหรับบริษัทที่เพิ่งเปิดใหม่ด้วย

6. ใช้จุดแข็งให้เกิดประโยชน์

เครื่องมือที่สำคัญที่สุดของผู้ประกอบการในการลดปัญหาที่เกิดจากการขาดประสบการณ์ทางธุรกิจก็คือใช้จุดแข็งเข้าต่อสู้ ผู้ประกอบการจะต้องสำรวจตนเองก่อนว่ามีจุดแข็งในเรื่องอะไรที่จะสามารถไปต่อกรกับคู่แข่งบนท้องตลาดได้ อาจเป็นราคาที่ถูกกว่า คุณสมบัติที่ดีกว่า ฯลฯ แล้วพัฒนาเครื่องมือดังกล่าวนำมาใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้กับคู่แข่งที่มักอ้างเรื่องประสบการณ์เป็นจุดเด่น ซึ่งการใช้จุดแข็งของธุรกิจเข้ามาต่อสู้นี้ต้องใช้ทักษะส่วนตัวของผู้ประกอบการค่อนข้างมากในการบริหารจัดการให้ตรงกับยุทธศาสตร์ที่วางเอาไว้

ประสบการณ์ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ประกอบการจะหาซื้อได้จากร้านสะดวกซื้อทั่วไปและส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นการค้นหาจุดแข็งในด้านอื่นๆ เพื่อนำมาทดแทนจุดด้อยดังกล่าวจึงเป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึง “กึ๋น” ในการบริหารจัดการของผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้การดำเนินธุรกิจตั้งแต่ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงขนาดใหญ่ล้วนต้องไปเกี่ยวข้องกับโลกออนไลน์แทบจะทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง การสมัครสมาชิก การซื้อสินค้า การแลกเปลี่ยนข่าวสารและช่องทางการติดต่อกับผู้บริโภค การทำธุรกรรมทางการเงินแบบออนไลน์ หรือแม้กระทั่งใช้เป็นที่ประชุมและส่งงานของพนักงานภายในบริษัท ซึ่งทุกอย่างที่กล่าวมาต่างเกิดขึ้นบนโลก Online แทบทั้งสิ้น แต่ก็ยังมีธุรกิจอยู่อีกบางส่วนที่ยังไม่ได้ก้าวเข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบออนไลน์ สาเหตุหลักข้อหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือผู้ประกอบการยังไม่รู้แนวทางว่าจะพัฒนาธุรกิจของตนเองในโลกออนไลน์อย่างไร ผู้ประกอบการทุกคน ด้วยแนวทางการพัฒนาธุรกิจเข้าสู่ยุคออนไลน์เฟื่องฟูโดยมีประเด็นหลักๆ 4 หัวข้อที่ต้องพิจารณาดังต่อไปนี้

1. ค้นหาจุดที่สามารถนำไปต่อยอดได้ทางธุรกิจ
สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการต้องทำหากคิดจะพัฒนาธุรกิจเข้าสู่ระบบออนไลน์ก็คือ การค้นหาจุดต่อยอดของธุรกิจให้เจอ โดยพิจารณาดูที่ตัวธุรกิจเดิมของผู้ประกอบการก่อนเป็นอันดับแรกว่ามีส่วนไหนที่จะสามารถนำมาต่อยอดได้ หรือต้องการเพิ่มเติมในส่วนไหนของธุรกิจ เช่น การเพิ่มยอดขายหรือการลดจุดอ่อน เป็นต้น เมื่อพบสิ่งที่ต้องการแล้วและเล็งเห็นว่าระบบออนไลน์สามารถเป็นคำตอบและช่วยผู้ประกอบการได้ และพัฒนาไปสู่ในขั้นตอนต่อไป
2. นำจุดต่อยอดมาหาแนวทางความเป็นไปได้บนโลกออนไลน์
เมื่อผู้ประกอบการได้จุดต่อยอดจากขั้นตอนที่หนึ่งแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือผู้ประกอบการต้องค้นหาไอเดียความเป็นไปได้ในทางออนไลน์เพื่อช่วยส่งเสริมการทำธุรกิจ เช่น ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสื่อสิ่งพิมพ์แต่ประสบปัญหายอดผู้อ่านลดลงในแต่ละเดือนจึงเพิ่มวิธีการสร้างเว็บไซต์เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้ามาดาวน์โหลดเพื่ออ่านแบบออนไลน์ และชำระเงินเป็นรายเดือนได้ หรืออีกตัวอย่างคือ ผู้ประกอบการค้าผลไม้ส่งที่มีร้านตั้งอยู่ที่แถบชานเมืองประสบกับปัญหายอดขายตกลงเช่นกัน จึงสร้างเว็บไซต์ขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถสั่งสินค้าแบบออนไลน์ได้จึงเป็นวิธีการกระตุ้นยอดขายที่ดีอีกวิธีหนึ่ง เมื่อค้นพบแนวทางที่จะพัฒนาในโลกออนไลน์แล้วจึงเริ่มพัฒนาไปยังขั้นตอนถัดไป
3. จัดหาคนทำเว็บไซต์และจัดทำระบบ
เมื่อผู้ประกอบการนำจุดต่อยอดและแนวทางการพัฒนาบนโลกออนไลน์มาชนกันได้แล้ว ในขั้นตอนถัดไปก็คือ ผู้ประกอบการต้องหาคนจัดทำเว็บไซต์และวางระบบมาดำเนินการออกแบบและสร้างเว็บไซต์ให้ ซึ่งการคัดเลือกผู้ที่จะมาจัดทำเว็บไซต์และออกแบบให้ผู้ประกอบการต้องใช้วิจารณญาณในการไตร่ตรองให้มากเป็นพิเศษในเรื่องของฝีมือและความน่าเชื่อถือ เพราะคนที่จะมาทำเว็บไซต์และวางระบบให้กับผู้ประกอบการจะต้องเข้าใจในสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังต้องร่วมงานและประสานความร่วมมือในการทำงานกันอีกนานมาก จึงควรต้องพิจารณาในเรื่องของลักษณะนิสัยใจคอและผลงานที่ผ่านมาของผู้ทำเว็บไซต์และวางระบบด้วย
4. ติดตามผลความสำเร็จ
หลังจากที่ผู้ประกอบการได้สรุปงานไปยังผู้ออกแบบเว็บไซต์และวางระบบแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายก็คือติดตามผลสำเร็จของงาน เพราะงานที่เกี่ยวข้องกับเว็บไวต์ถือเป็นการรับงานที่ส่งต่อผ่านกันทางความคิดไม่ได้มีรูปแบบที่แน่นอนเหมือนการทำเอกสารสัญญา จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขกันในบางครั้งเพื่อให้ตรงกับสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุด จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการจะต้องติดตามความคืบหน้าของงานอยู่ตลอดเวลาจนไปถึงขั้นตอนสุดท้ายที่เว็บไซต์และระบบพร้อมที่จะใช้งานจริงแล้ว

ถึงแม้ผู้ประกอบการอาจจะยึดมั่นในอุดมการณ์ของตนอย่างชัดเจน ซึ่งนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องที่ผิดแต่ประการใด แต่ในขณะเดียวกันการปรับตัวให้ทันกระแสสังคมนั้นก็มีส่วนช่วยพัฒนาองค์กรได้มาก ทางที่ดีผู้ประกอบการสามารถนำทั้งสองอย่างนั้นมาประยุกต์เข้าหากัน ไม่แน่ว่าโลกออนไลน์ที่ผู้ประกอบการเคยไม่หวั่นใจนั้น อาจกลายเป็นข่องทางที่สืบสานอุดมการณ์ของผู้ประกอบการให้คงอยู่ต่อไปก็เป็นได้

Powered by WordPress | Theme by RoseCityGardens.com