คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้การดำเนินธุรกิจตั้งแต่ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงขนาดใหญ่ล้วนต้องไปเกี่ยวข้องกับโลกออนไลน์แทบจะทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง การสมัครสมาชิก การซื้อสินค้า การแลกเปลี่ยนข่าวสารและช่องทางการติดต่อกับผู้บริโภค การทำธุรกรรมทางการเงินแบบออนไลน์ หรือแม้กระทั่งใช้เป็นที่ประชุมและส่งงานของพนักงานภายในบริษัท ซึ่งทุกอย่างที่กล่าวมาต่างเกิดขึ้นบนโลก Online แทบทั้งสิ้น แต่ก็ยังมีธุรกิจอยู่อีกบางส่วนที่ยังไม่ได้ก้าวเข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบออนไลน์ สาเหตุหลักข้อหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือผู้ประกอบการยังไม่รู้แนวทางว่าจะพัฒนาธุรกิจของตนเองในโลกออนไลน์อย่างไร ผู้ประกอบการทุกคน ด้วยแนวทางการพัฒนาธุรกิจเข้าสู่ยุคออนไลน์เฟื่องฟูโดยมีประเด็นหลักๆ 4 หัวข้อที่ต้องพิจารณาดังต่อไปนี้

1. ค้นหาจุดที่สามารถนำไปต่อยอดได้ทางธุรกิจ
สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการต้องทำหากคิดจะพัฒนาธุรกิจเข้าสู่ระบบออนไลน์ก็คือ การค้นหาจุดต่อยอดของธุรกิจให้เจอ โดยพิจารณาดูที่ตัวธุรกิจเดิมของผู้ประกอบการก่อนเป็นอันดับแรกว่ามีส่วนไหนที่จะสามารถนำมาต่อยอดได้ หรือต้องการเพิ่มเติมในส่วนไหนของธุรกิจ เช่น การเพิ่มยอดขายหรือการลดจุดอ่อน เป็นต้น เมื่อพบสิ่งที่ต้องการแล้วและเล็งเห็นว่าระบบออนไลน์สามารถเป็นคำตอบและช่วยผู้ประกอบการได้ และพัฒนาไปสู่ในขั้นตอนต่อไป
2. นำจุดต่อยอดมาหาแนวทางความเป็นไปได้บนโลกออนไลน์
เมื่อผู้ประกอบการได้จุดต่อยอดจากขั้นตอนที่หนึ่งแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือผู้ประกอบการต้องค้นหาไอเดียความเป็นไปได้ในทางออนไลน์เพื่อช่วยส่งเสริมการทำธุรกิจ เช่น ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสื่อสิ่งพิมพ์แต่ประสบปัญหายอดผู้อ่านลดลงในแต่ละเดือนจึงเพิ่มวิธีการสร้างเว็บไซต์เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้ามาดาวน์โหลดเพื่ออ่านแบบออนไลน์ และชำระเงินเป็นรายเดือนได้ หรืออีกตัวอย่างคือ ผู้ประกอบการค้าผลไม้ส่งที่มีร้านตั้งอยู่ที่แถบชานเมืองประสบกับปัญหายอดขายตกลงเช่นกัน จึงสร้างเว็บไซต์ขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถสั่งสินค้าแบบออนไลน์ได้จึงเป็นวิธีการกระตุ้นยอดขายที่ดีอีกวิธีหนึ่ง เมื่อค้นพบแนวทางที่จะพัฒนาในโลกออนไลน์แล้วจึงเริ่มพัฒนาไปยังขั้นตอนถัดไป
3. จัดหาคนทำเว็บไซต์และจัดทำระบบ
เมื่อผู้ประกอบการนำจุดต่อยอดและแนวทางการพัฒนาบนโลกออนไลน์มาชนกันได้แล้ว ในขั้นตอนถัดไปก็คือ ผู้ประกอบการต้องหาคนจัดทำเว็บไซต์และวางระบบมาดำเนินการออกแบบและสร้างเว็บไซต์ให้ ซึ่งการคัดเลือกผู้ที่จะมาจัดทำเว็บไซต์และออกแบบให้ผู้ประกอบการต้องใช้วิจารณญาณในการไตร่ตรองให้มากเป็นพิเศษในเรื่องของฝีมือและความน่าเชื่อถือ เพราะคนที่จะมาทำเว็บไซต์และวางระบบให้กับผู้ประกอบการจะต้องเข้าใจในสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังต้องร่วมงานและประสานความร่วมมือในการทำงานกันอีกนานมาก จึงควรต้องพิจารณาในเรื่องของลักษณะนิสัยใจคอและผลงานที่ผ่านมาของผู้ทำเว็บไซต์และวางระบบด้วย
4. ติดตามผลความสำเร็จ
หลังจากที่ผู้ประกอบการได้สรุปงานไปยังผู้ออกแบบเว็บไซต์และวางระบบแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายก็คือติดตามผลสำเร็จของงาน เพราะงานที่เกี่ยวข้องกับเว็บไวต์ถือเป็นการรับงานที่ส่งต่อผ่านกันทางความคิดไม่ได้มีรูปแบบที่แน่นอนเหมือนการทำเอกสารสัญญา จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขกันในบางครั้งเพื่อให้ตรงกับสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุด จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการจะต้องติดตามความคืบหน้าของงานอยู่ตลอดเวลาจนไปถึงขั้นตอนสุดท้ายที่เว็บไซต์และระบบพร้อมที่จะใช้งานจริงแล้ว

ถึงแม้ผู้ประกอบการอาจจะยึดมั่นในอุดมการณ์ของตนอย่างชัดเจน ซึ่งนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องที่ผิดแต่ประการใด แต่ในขณะเดียวกันการปรับตัวให้ทันกระแสสังคมนั้นก็มีส่วนช่วยพัฒนาองค์กรได้มาก ทางที่ดีผู้ประกอบการสามารถนำทั้งสองอย่างนั้นมาประยุกต์เข้าหากัน ไม่แน่ว่าโลกออนไลน์ที่ผู้ประกอบการเคยไม่หวั่นใจนั้น อาจกลายเป็นข่องทางที่สืบสานอุดมการณ์ของผู้ประกอบการให้คงอยู่ต่อไปก็เป็นได้

ผู้ทำธุรกิจต้องมีการหาความรู้และทำความเข้าใจในหลักการที่ถูกต้องของการทำแผนธุรกิจเสียก่อน อย่าลงมือทำโดยยังไม่มีความรู้จริงในสิ่งที่จะลงมือทำเป็นอันขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแผนธุรกิจจะถูกใช้เป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางการเดินของธุรกิจด้วยแล้ว ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับหลักการที่ถูกต้องเป็นเบื้องต้นเสียก่อน เพราะหากยังขาดความรู้ที่ถูกต้องตามหลักการแล้ว แผนธุรกิจที่เกิดขึ้นจะเกิดความผิดพลาดได้โดยง่าย โดยที่ผู้ทำธุรกิจเองอาจไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ แล้วยังเข้าใจผิดคิดว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วอีกด้วย

เมื่อถึงขั้นตอนที่นำแผนธุรกิจมาใช้ในการปฏิบัติจริง จะพบว่าผลการปฏิบัติอาจไม่เป็นอย่างที่เราคาดหวังหรือเขียนไว้ในแผน หรืออาจเกิดปัญหาผิดทิศผิดทาง โดยที่หาต้นตอสาเหตุของประเด็นปัญหาความผิดพลาดเหล่านั้นไม่พบด้วยซ้ำ และสุดท้ายแผนธุรกิจนั้นก็จะกลายเป็นเพียงสิ่งที่ไร้ค่า ไม่มีประโยชน์ใดๆ หรืออาจจะกลายเป็นดาบสองคม ส่งผลในแง่ลบต่อธุรกิจเสียด้วยซ้ำเพราะทำให้ธุรกิจเดินผิดทิศทางทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ทำธุรกิจเป็นรายใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นด้วยแล้ว หากเกิดความผิดพลาดเสียแต่ต้นมือ การจะแก้ไขหรือปรับตัวก็มักจะกลายเป็นเรื่องยาก จะตกในสถานการณ์ที่ลำบากทันที เพราะในวงจรชีวิต (Industrial life cycle) ขั้นเริ่มต้นกิจการ (Introduction) ซึ่งถือเป็นภาวะเสี่ยงที่สุดของธุรกิจนั้น เราต้องพยายามทำทุกอย่างให้มีโอกาสผิดพลาดให้น้อยที่สุด เพราะหากล้มไปแล้วโอกาสที่จะลุกขึ้นมายืนได้คงเป็นไปได้ยากมาก หรืออาจจะเป็นไปไม่ได้อีกเลย ดังนั้นการทำความเข้าใจในหลักการที่ถูกต้องของแผนธุรกิจ ผู้ทำธุรกิจจึงควรที่จะเรียนรู้อย่างตั้งใจที่จะเข้าถึงมันอย่างแท้จริง มิใช่เพียงฉาบฉวยเท่านั้น

และกว่าจะมาเป็นแผนธุรกิจที่สมบูรณ์ได้จะต้องประกอบด้วยทักษะที่สำคัญๆ หลายส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ทำธุรกิจต้องตระหนักไว้เสมอว่า การเขียนแผนธุรกิจที่ดีต้องเขียนขึ้นบนพื้นฐานของความเป็นจริงทุกประการ ตั้งแต่ข้อมูลก็ต้องเป็นข้อมูลจริง การวิเคราะห์ก็ต้องวิเคราะห์บนฐานแห่งความเป็นจริง การกำหนดแผนก็ต้องกำหนดขึ้นบนทิศทางของความเป็นจริง คิดและเขียนในสิ่งที่เป็นจริงและเป็นไปได้เท่านั้น และแผนธุรกิจที่ดีที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องไม่ใช่แผนที่ทำตามแบบของใคร ต้องยืนอยู่บนต้นแบบของตัวเอง เพราะอย่าลืมว่า ทุกคนไม่มีใครเหมือนใคร ธุรกิจก็เช่นกันไม่มีใครจะเหมือนใครไปได้ อาจจะเห็นคนอื่นทำวิธีนี้แล้วสำเร็จก็ใช่ว่าเราทำเหมือนเขาแล้วจะประสบความสำเร็จอย่างเขา เพราะทุกคนมีความเป็นมาต่างกัน มีเงื่อนไขและข้อจำกัดต่างๆ รวมถึงมีความคาดหวังและมุมมองที่แตกต่างกันและอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน มันจึงทำให้ทุกอย่างออกมาแตกต่างกัน แผนที่เกิดขึ้นจึงไม่สามารถเหมือนกันได้เสมอไป อาจกล่าวได้ว่าแต่ละธุรกิจ แต่ละกิจการก็จำเป็นที่จะต้องมีแผนที่เป็นของตัวเองเฉพาะตัว แผนธุรกิจไม่มีสูตรสำเร็จ แม้กระทั่งทำขึ้นมาแล้วหากมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหรือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง แผนนั้นก็อาจถูกรื้อหรือปรับแก้ได้อยู่ตลอดเวลาเช่นกัน เพราะทุกอย่างที่เขียนขึ้นเป็นเพียงแนวทางเพื่อการดำเนินงานที่เราคิดขึ้นล่วงหน้าเท่านั้น ถึงเลาที่จะนำไปใช้จริงก็อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขให้เหมาะสมกับการปฏิบัติอยู่บ้างเหมือนกัน แต่แผนที่ดีก็ไม่ควรผิดเพี้ยนไปมากนัก เพราะมันผ่านกระบวนการคิดอย่างรอบคอบมาแล้ว

talewis.com

ผู้ที่จะเริ่มทำธุรกิจของตนเองส่วนใหญ่มีความเชื่อที่ผิด

ซึ่งทำให้การดำเนินการทำธุรกิจมีช่องทางที่แคบลง เป็นการกำจัดความก้าวหน้าสำหรับนักธุรกิจรายใหม่ๆ หนึ่งในความเชื่อที่ทำให้นักธุรกิจรุ่นใหม่ไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้นั่นคือ ประสบการณ์ ซึ่งมักได้ยินมาตลอดว่าผู้ที่จะทำธุรกิจได้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อนจึงจะประสบความสำเร็จ แนวทางในการประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องพึ่งประสบการณ์ มีดังนี้

1.มองหาความต้องการของตลาด ไม่มีสินค้าใดตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกคน เพราะเหตุนี้แนวทางนี้จึงเป็นช่องทางในการทำธุรกิจข้อแรกที่นักธุรกิจรายใหม่ต้องจับตลาดของผู้บริโภคให้ได้ ซึ่งไม่ต้องใช้ประสบการณ์ใดๆเลย นอกจากการทำวิจัย

2.ประเมินโอกาสทางธุรกิจ ประเมินศักยภาพธุรกิจของตนเองและกลุ่มเป้าหมาย พิจารณาความพร้อมด้านต่างๆ ความต้องการหลักของผู้บริโภค นำมาวิเคราะห์ประกอบกันเพื่อดูว่าธุรกิจมีความน่าลงทุนหรือไม่

3.สร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้น ประวัติความเป็นมาของบริษัทต้องไม่มีข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการทำงาน การทำให้ประวัติของบริษัทออกมาดีจะช่วยลดจุดด้อยด้านประสบการณ์ออกไปได้

4.ศึกษาหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ การศึกษาหาข้อมูลการทำธุรกิจจากแหล่งต่างๆ การเข้าอบรม การสัมมนาทางวิชาการตามที่ต่างๆ เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความรู้ได้ระดับหนึ่ง

5.ใช้อินเตอร์เน็ตในการลดรายจ่าย เงินทุนเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำธุรกิจ การใช้จ่ายจึงต้องระมัดระวังตลอดเวลา จึงควรใช้อินเตอร์เน็ตในการประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งความรู้สามารถค้นหาได้จากอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการเขียนแผนธุรกิจ เอกสารต่างๆ สถิติกลุ่มเป้าหมาย งานวิจัยต่างๆ การไปจ้างที่อื่นทำจะเสียค่าใช้จ่ายมากและไม่คุ้มสำหรับบริษัทที่เพิ่งจะเปิดใหม่

6.นำจุดเด่นมาใช้ ผู้ประกอบธุรกิจต้องสำรวจตนเองก่อนว่าบริษัทมีจุดเด่นในเรื่องใดที่สามารถนำไปแข่งกับคู่แข่งได้ อาจเป็นในด้านราคาที่ถูกกว่า คุณสมบัติที่ดีกว่า เป็นต้น ซึ่งการใช้ทักษะนี้ต้องตรงกับแผนการตลาดที่จัดเตรียมไว้

ถ้าต้องการมีประสบการณ์ไม่จำเป็นต้องเคยทำมาก่อน แต่รวมไปถึงการค้นคว้าเพิ่มเติมตามแหล่งต่างๆด้วย ผู้ที่ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจในปัจจุบันก็ล้วนแต่ลองผิดลองถูกด้วยกันทั้งสิ้น ทำให้เกิดประสบการณ์ในการบริหารงานให้ออกมามีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันมีผู้สนใจที่จะทำธุรกิจส่วนตัวกันมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs (วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) ซึ่งมีขนาดธุรกิจและเงินทุนจดทะเบียนที่ไม่สูงนัก ทั้งยังปรับตัวได้ง่ายกว่าธุรกิจขนาดใหญ่  SMEs จึงได้รับความนิยมอย่างสูง ในขณะเดียวกันก็ยากที่จะทำให้อยู่รอดและเจริญเติบโตได้  เพราะว่ามีผู้ที่พร้อมจะแข่งขันด้วยจำนวนมาก วันนี้จึงนำกลยุทธ์เพื่อใช้ในการแข่งขันสำหรับผู้ประกอบการมาฝาก

1. หาตลาดสำหรับสินค้าของตนเอง โดยอาจสร้างตลาดใหม่หรือหาช่องว่างจากตลาดเดิมที่ยังไม่มีใครเข้าไป โดยการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ดี และอย่าไปแข่งขันกับรายใหญ่โดยไม่จำเป็น เพราะเขามีชื่อเสียงหรือความพร้อมสูงกว่า ซึ่งจะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ยาก ทั้งนี้ขอเสนอแนวคิดจากคำแนะนำของคุณฐิตินันทน์ วัธนเวคิน ประธานสายธุรกิจเงินฝากและการตลาด ที่ว่า การจะทำแผนการตลาดอะไรก็ตาม ให้ถามตนเองว่า
-  ทำไมลูกค้าต้องซื้อผลิตภัณฑ์นี้
-  ทำไมลูกค้าต้องซื้อตอนนี้
-  ทำไมลูกค้าต้องซื้อเท่านี้
-  ทำไมลูกค้าต้องซื้อกับเรา
หากเราสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ ก็เชื่อได้ว่าสินค้าเราน่าจะขายได้
2. เมื่อเราคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพได้แล้ว  ก็ต้องนำเสนอไปสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย  โดยจะต้องศึกษาว่า กลุ่มเป้าหมายมีพฤติกรรมอย่างไร  รับรู้ข้อมูลจากสื่อไหน ฯลฯ  เพื่อวางแผนการนำเสนอได้อย่างเหมาะสม
3. อย่าหยุดคิดและพัฒนา เพราะธุรกิจ SMEs เป็นธุรกิจที่ใช้ทุนต่ำ การเลียนแบบจึงเกิดขึ้นได้รวดเร็ว หากเราหยุดเมื่อไหร่ก็เท่ากับเราถอยหลัง
4. พัฒนาระบบการทำธุรกิจให้มีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนให้มากที่สุด  มีของเสียน้อยสุด  สร้างผลผลิตต่อต้นทุนได้สูงที่สุด
5. ศึกษาเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่กรมสรรพากรกำหนดให้ และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น จะต้องมีวินัย ขยัน อดทนทำงานอย่างมืออาชีพ ซื่อสัตย์ต่อธุรกิจ พนักงาน ลูกน้อง และคู่ค้าแยกเงินธุรกิจออกจากเงินของตนเองทำงานอย่างมีแผนประเมินผลงานและสภาพแวดล้อม พร้อมที่จะปรับปรุงแผนสม่ำเสมอแล้วอย่าลืมนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจ

คงมีคนหลายคนที่มีความฝันอยากเป็นผู้ประกอบการ อยากเป็นเจ้านายของตัวเอง แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีหลายเงื่อนไขที่ทำให้ยังไปไม่ถึงจุดนั้น และด้วยเหตุผลที่ว่า เรายังมีค่าใช้จ่ายประจำและมีภาระที่ต้องดูแลอยู่ทุกเดือน ทำให้การลาออกจากบริษัทเพื่อมาทำตามฝันนั้นดูจะยากไปสักนิด แต่รู้ไหมว่าในขณะที่เรายังต้องเป็นพนักงานให้กับบริษัทอื่นอยู่นั้น เราก็สามารถที่จะพัฒนาศักยภาพในการทำธุรกิจของตัวเองและเตรียมตัวก่อนที่จะไปเป็นผู้ประกอบการอย่างที่หวังในอนาคตได้ด้วยวิธีเหล่านี้

1. สมมุติตัวเองเป็น CEO ความคิดเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง การเริ่มต้นคิดและลงมือทำสิ่งต่างๆ โดยตั้งเป้าหมายให้สูงขึ้นจะทำให้เข้าใกล้เป้าหมายเร็วขึ้น ลองเริ่มต้นจินตนาการว่าเราเป็น CEO ในแผนกที่ทำงานอยู่ และตั้งเป้าหมายขึ้นมาว่าจะทำอะไรให้สำเร็จในระหว่างที่เราบริหารงานองค์กรนี้ได้บ้าง หลังจากนั้นลองวางแผนงานให้เป็นระบบ เลือกใช้เครื่องมือต่างๆ มาช่วยในการทำงาน โดยอย่าลืมสำรวจตัวเองเป็นระยะๆ ว่าแนวทางการทำงานที่ทำอยู่นั้นส่งผลดีผลเสียให้แก่องค์กรหรือไม่ มีส่วนไหนที่จะสามารถปรับปรุง ลดทอน หรือเพิ่มเติมขึ้นมาเพื่อช่วยให้องค์กรที่เราดูแลอยู่ได้งานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้ต้นทุนต่ำสุด และเพิ่มผลกำไรหรือผลประโยชน์สูงสุด ตัวอย่างเช่นถ้าทำงานเ็ป็นผู้จัดการแผนกขาย แทนที่จะทำให้ได้ยอดขายตามเป้าไปเรื่อยๆ อาจลองกำหนดเป้าหมายเพิ่มเติมขึ้นมา เช่นเพิ่มกำไรให้มากขึ้นด้วยการบริหารจัดการต้นทุน หรือเปิดตลาดใหม่ๆ นอกเหนือจากตลาดปัจจุบัน หรือพัฒนาสินค้าใหม่ให้ตรงกับความต้องการตลาดมากขึ้น แล้ววางแผนและประสานงานให้ดำเนินไปตามทิศทางนั้น การทำงานอยู่บนพื้นฐานความคิดว่าเราเป็นผู้บริหารหรือเจ้าของบริษัทเช่นนี้ นอกจากจะได้ฝึกฝนวิธีคิดแบบผู้บริหารที่จะต้องโฟกัสไปที่ผลลัพธ์และเป้าหมายซึ่งมีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจต่อไปในอนาคตแล้ว งานที่รับผิดชอบก็จะเป็นงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งตัวเราเองและองค์กรด้วย

2. สร้างแรงบันดาลใจ บรรดาผู้ประกอบการรายใหม่ๆ มักจะมีเงินส่วนที่เป็นรางวัลให้พนักงาน เช่นโบนัสหรือคอมมิชชั่นไม่ค่อยมากนัก เนื่องจากผลประกอบการยังมีไม่มากพอจะทำเช่นนั้นได้ แต่ก็จะมีช่องทางที่สามารถให้โอกาสแก่เหล่าพนักงานให้มีส่วนร่วมกันหาทางทำเงินเพิ่มกำไรใ้ห้บริษัทในทางอื่นๆ แล้วค่อยแบ่งปันผลกำไรให้เป็นรางวัลความพยายามแก่พนักงานได้ การให้โอกาสพนักงานเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของบริษัทและให้รางวัลตอบแทนเช่นนี้ สามารถแรงบันดาลใจให้พนักงานรู้สึกกระตือรือร้นในการทำงานให้ได้ผลลัพธ์ตามที่หวังไว้ได้มากขึ้น ลองฝึกฝนการเป็นผู้นำผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ลูกทีมดูโดยสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกทีมในแผนกหรือองค์กรที่ทำงานอยู่ โดยการผลักดันไอเดียใหม่ๆ ของลูกทีมที่เกี่ยวข้องกับงานที่เรารับผิดชอบ คอยให้กำลังใจและชื่นชมเมื่อลูกทีมทำงานได้สำเร็จ รวมถึงช่วยให้คำแนะนำเมื่อติดปัญหา คุณสมบัติการเป็นผู้นำที่สามารถผลักดันให้ลูกน้องพัฒนาและเติบโตได้ด้วยตัวเองนี้จะติดตัวไปเมื่อคุณได้เริ่มมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งอาจช่วยทำให้องค์กรเติบโตและพัฒนาได้ด้วยพลังของทีมงาน

3. ยอมรับข้อผิดพลาด การนำเสนอความคิดใหม่ๆ นั้น บางอย่างก็สามารถนำไปต่อยอดจนประสบความสำเร็จได้มากมาย แต่ก็ยังมีอีกหลากหลายแนวคิดที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงๆ อย่างไรก็ตามการเสนอความคิดเหล่านี้ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็น่าจะมีประโยชน์อยู่บ้าง โดยเฉพาะความคิดที่ผิดก็สามารถใช้เป็นประสบการณ์เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขในครั้งต่อไป ดังนั้นในการฝีกฝนการบริหารงานในฐานะเจ้าของธุรกิจจึงไม่ควรมองข้ามการฝึกฝนคำพูดเชิงให้กำลังใจและยอมรับข้อผิดพลาดของพนักงานในหน่วยงานที่รับผิดชอบ ลองมอบรางวัลให้กับความพยายามที่จะเสนอไอเดียแม้ว่าจะนำไปใช้ไม่ได้ก็ตาม แทนที่การตำหนิต่อว่าที่บั่นทอนกำลังใจ เพราะการลงโทษเช่นนั้นจะทำให้ลูกทีมของเราไม่กล้าแสดงความคิดเห็นและจะทำให้องค์กรหยุดพัฒนาไปข้างหน้า

4. กำหนดเป้าหมายที่ท้าทายมากขึ้น โดยปกติแล้วในทุกๆ ธุรกิจก็จะมีการตั้งเป้าหมายเอาไว้อยู่แล้ว ความทะเยอยานของเราจะนำสู่เป้าหมายที่สูงขึ้น แต่การกำหนดจุดมุ่งหมายที่สูงขึ้นนั้นจะต้องอยู่ในขอบเขตที่เราสามารถทำได้จริง และจะต้องระบุเป้าหมายให้แน่ชัด รวมถึงต้องลงรายละเอียดให้ลึกว่าแต่ละคนในทีมมีหน้าที่ทำอะไรและจะไปถึงจุดมุ่งหมายได้อย่างไร และต้องย้ำกันในทีมบ่อยๆ ถึงแผนที่วางเอาไว้เพื่องานดำเนินไปอย่างราบรื่น วิธีการกำหนดเป้าหมายท้าทายเช่นนี้จะช่วยให้ทีมมีมาตรฐานการทำงานที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

จากที่กล่าวมาทั้งหมดเราคงเห็นว่าถึงแม้เราจะยังไม่ได้มีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่อย่างน้อยเราก็ยังสามารถฝึกฝนและหาประสบการณ์ก่อนที่จะไปถึงขั้นนั้นได้ไม่ยาก เพียงลองมองเรื่องใกล้ๆ ตัวเพื่อปรับมุมมองความคิดของตัวเองให้เป็นผู้ประกอบการเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะไปถึงขั้นนั้นจริงๆ

Powered by WordPress | Theme by RoseCityGardens.com