talewis.com

ผู้ที่จะเริ่มทำธุรกิจของตนเองส่วนใหญ่มีความเชื่อที่ผิด

ซึ่งทำให้การดำเนินการทำธุรกิจมีช่องทางที่แคบลง เป็นการกำจัดความก้าวหน้าสำหรับนักธุรกิจรายใหม่ๆ หนึ่งในความเชื่อที่ทำให้นักธุรกิจรุ่นใหม่ไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้นั่นคือ ประสบการณ์ ซึ่งมักได้ยินมาตลอดว่าผู้ที่จะทำธุรกิจได้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อนจึงจะประสบความสำเร็จ แนวทางในการประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องพึ่งประสบการณ์ มีดังนี้

1.มองหาความต้องการของตลาด ไม่มีสินค้าใดตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกคน เพราะเหตุนี้แนวทางนี้จึงเป็นช่องทางในการทำธุรกิจข้อแรกที่นักธุรกิจรายใหม่ต้องจับตลาดของผู้บริโภคให้ได้ ซึ่งไม่ต้องใช้ประสบการณ์ใดๆเลย นอกจากการทำวิจัย

2.ประเมินโอกาสทางธุรกิจ ประเมินศักยภาพธุรกิจของตนเองและกลุ่มเป้าหมาย พิจารณาความพร้อมด้านต่างๆ ความต้องการหลักของผู้บริโภค นำมาวิเคราะห์ประกอบกันเพื่อดูว่าธุรกิจมีความน่าลงทุนหรือไม่

3.สร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้น ประวัติความเป็นมาของบริษัทต้องไม่มีข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการทำงาน การทำให้ประวัติของบริษัทออกมาดีจะช่วยลดจุดด้อยด้านประสบการณ์ออกไปได้

4.ศึกษาหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ การศึกษาหาข้อมูลการทำธุรกิจจากแหล่งต่างๆ การเข้าอบรม การสัมมนาทางวิชาการตามที่ต่างๆ เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความรู้ได้ระดับหนึ่ง

5.ใช้อินเตอร์เน็ตในการลดรายจ่าย เงินทุนเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำธุรกิจ การใช้จ่ายจึงต้องระมัดระวังตลอดเวลา จึงควรใช้อินเตอร์เน็ตในการประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งความรู้สามารถค้นหาได้จากอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการเขียนแผนธุรกิจ เอกสารต่างๆ สถิติกลุ่มเป้าหมาย งานวิจัยต่างๆ การไปจ้างที่อื่นทำจะเสียค่าใช้จ่ายมากและไม่คุ้มสำหรับบริษัทที่เพิ่งจะเปิดใหม่

6.นำจุดเด่นมาใช้ ผู้ประกอบธุรกิจต้องสำรวจตนเองก่อนว่าบริษัทมีจุดเด่นในเรื่องใดที่สามารถนำไปแข่งกับคู่แข่งได้ อาจเป็นในด้านราคาที่ถูกกว่า คุณสมบัติที่ดีกว่า เป็นต้น ซึ่งการใช้ทักษะนี้ต้องตรงกับแผนการตลาดที่จัดเตรียมไว้

ถ้าต้องการมีประสบการณ์ไม่จำเป็นต้องเคยทำมาก่อน แต่รวมไปถึงการค้นคว้าเพิ่มเติมตามแหล่งต่างๆด้วย ผู้ที่ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจในปัจจุบันก็ล้วนแต่ลองผิดลองถูกด้วยกันทั้งสิ้น ทำให้เกิดประสบการณ์ในการบริหารงานให้ออกมามีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันมีผู้สนใจที่จะทำธุรกิจส่วนตัวกันมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs (วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) ซึ่งมีขนาดธุรกิจและเงินทุนจดทะเบียนที่ไม่สูงนัก ทั้งยังปรับตัวได้ง่ายกว่าธุรกิจขนาดใหญ่  SMEs จึงได้รับความนิยมอย่างสูง ในขณะเดียวกันก็ยากที่จะทำให้อยู่รอดและเจริญเติบโตได้  เพราะว่ามีผู้ที่พร้อมจะแข่งขันด้วยจำนวนมาก วันนี้จึงนำกลยุทธ์เพื่อใช้ในการแข่งขันสำหรับผู้ประกอบการมาฝาก

1. หาตลาดสำหรับสินค้าของตนเอง โดยอาจสร้างตลาดใหม่หรือหาช่องว่างจากตลาดเดิมที่ยังไม่มีใครเข้าไป โดยการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ดี และอย่าไปแข่งขันกับรายใหญ่โดยไม่จำเป็น เพราะเขามีชื่อเสียงหรือความพร้อมสูงกว่า ซึ่งจะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ยาก ทั้งนี้ขอเสนอแนวคิดจากคำแนะนำของคุณฐิตินันทน์ วัธนเวคิน ประธานสายธุรกิจเงินฝากและการตลาด ที่ว่า การจะทำแผนการตลาดอะไรก็ตาม ให้ถามตนเองว่า
-  ทำไมลูกค้าต้องซื้อผลิตภัณฑ์นี้
-  ทำไมลูกค้าต้องซื้อตอนนี้
-  ทำไมลูกค้าต้องซื้อเท่านี้
-  ทำไมลูกค้าต้องซื้อกับเรา
หากเราสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ ก็เชื่อได้ว่าสินค้าเราน่าจะขายได้
2. เมื่อเราคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพได้แล้ว  ก็ต้องนำเสนอไปสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย  โดยจะต้องศึกษาว่า กลุ่มเป้าหมายมีพฤติกรรมอย่างไร  รับรู้ข้อมูลจากสื่อไหน ฯลฯ  เพื่อวางแผนการนำเสนอได้อย่างเหมาะสม
3. อย่าหยุดคิดและพัฒนา เพราะธุรกิจ SMEs เป็นธุรกิจที่ใช้ทุนต่ำ การเลียนแบบจึงเกิดขึ้นได้รวดเร็ว หากเราหยุดเมื่อไหร่ก็เท่ากับเราถอยหลัง
4. พัฒนาระบบการทำธุรกิจให้มีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนให้มากที่สุด  มีของเสียน้อยสุด  สร้างผลผลิตต่อต้นทุนได้สูงที่สุด
5. ศึกษาเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่กรมสรรพากรกำหนดให้ และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น จะต้องมีวินัย ขยัน อดทนทำงานอย่างมืออาชีพ ซื่อสัตย์ต่อธุรกิจ พนักงาน ลูกน้อง และคู่ค้าแยกเงินธุรกิจออกจากเงินของตนเองทำงานอย่างมีแผนประเมินผลงานและสภาพแวดล้อม พร้อมที่จะปรับปรุงแผนสม่ำเสมอแล้วอย่าลืมนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจ

คงมีคนหลายคนที่มีความฝันอยากเป็นผู้ประกอบการ อยากเป็นเจ้านายของตัวเอง แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีหลายเงื่อนไขที่ทำให้ยังไปไม่ถึงจุดนั้น และด้วยเหตุผลที่ว่า เรายังมีค่าใช้จ่ายประจำและมีภาระที่ต้องดูแลอยู่ทุกเดือน ทำให้การลาออกจากบริษัทเพื่อมาทำตามฝันนั้นดูจะยากไปสักนิด แต่รู้ไหมว่าในขณะที่เรายังต้องเป็นพนักงานให้กับบริษัทอื่นอยู่นั้น เราก็สามารถที่จะพัฒนาศักยภาพในการทำธุรกิจของตัวเองและเตรียมตัวก่อนที่จะไปเป็นผู้ประกอบการอย่างที่หวังในอนาคตได้ด้วยวิธีเหล่านี้

1. สมมุติตัวเองเป็น CEO ความคิดเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง การเริ่มต้นคิดและลงมือทำสิ่งต่างๆ โดยตั้งเป้าหมายให้สูงขึ้นจะทำให้เข้าใกล้เป้าหมายเร็วขึ้น ลองเริ่มต้นจินตนาการว่าเราเป็น CEO ในแผนกที่ทำงานอยู่ และตั้งเป้าหมายขึ้นมาว่าจะทำอะไรให้สำเร็จในระหว่างที่เราบริหารงานองค์กรนี้ได้บ้าง หลังจากนั้นลองวางแผนงานให้เป็นระบบ เลือกใช้เครื่องมือต่างๆ มาช่วยในการทำงาน โดยอย่าลืมสำรวจตัวเองเป็นระยะๆ ว่าแนวทางการทำงานที่ทำอยู่นั้นส่งผลดีผลเสียให้แก่องค์กรหรือไม่ มีส่วนไหนที่จะสามารถปรับปรุง ลดทอน หรือเพิ่มเติมขึ้นมาเพื่อช่วยให้องค์กรที่เราดูแลอยู่ได้งานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้ต้นทุนต่ำสุด และเพิ่มผลกำไรหรือผลประโยชน์สูงสุด ตัวอย่างเช่นถ้าทำงานเ็ป็นผู้จัดการแผนกขาย แทนที่จะทำให้ได้ยอดขายตามเป้าไปเรื่อยๆ อาจลองกำหนดเป้าหมายเพิ่มเติมขึ้นมา เช่นเพิ่มกำไรให้มากขึ้นด้วยการบริหารจัดการต้นทุน หรือเปิดตลาดใหม่ๆ นอกเหนือจากตลาดปัจจุบัน หรือพัฒนาสินค้าใหม่ให้ตรงกับความต้องการตลาดมากขึ้น แล้ววางแผนและประสานงานให้ดำเนินไปตามทิศทางนั้น การทำงานอยู่บนพื้นฐานความคิดว่าเราเป็นผู้บริหารหรือเจ้าของบริษัทเช่นนี้ นอกจากจะได้ฝึกฝนวิธีคิดแบบผู้บริหารที่จะต้องโฟกัสไปที่ผลลัพธ์และเป้าหมายซึ่งมีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจต่อไปในอนาคตแล้ว งานที่รับผิดชอบก็จะเป็นงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งตัวเราเองและองค์กรด้วย

2. สร้างแรงบันดาลใจ บรรดาผู้ประกอบการรายใหม่ๆ มักจะมีเงินส่วนที่เป็นรางวัลให้พนักงาน เช่นโบนัสหรือคอมมิชชั่นไม่ค่อยมากนัก เนื่องจากผลประกอบการยังมีไม่มากพอจะทำเช่นนั้นได้ แต่ก็จะมีช่องทางที่สามารถให้โอกาสแก่เหล่าพนักงานให้มีส่วนร่วมกันหาทางทำเงินเพิ่มกำไรใ้ห้บริษัทในทางอื่นๆ แล้วค่อยแบ่งปันผลกำไรให้เป็นรางวัลความพยายามแก่พนักงานได้ การให้โอกาสพนักงานเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของบริษัทและให้รางวัลตอบแทนเช่นนี้ สามารถแรงบันดาลใจให้พนักงานรู้สึกกระตือรือร้นในการทำงานให้ได้ผลลัพธ์ตามที่หวังไว้ได้มากขึ้น ลองฝึกฝนการเป็นผู้นำผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ลูกทีมดูโดยสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกทีมในแผนกหรือองค์กรที่ทำงานอยู่ โดยการผลักดันไอเดียใหม่ๆ ของลูกทีมที่เกี่ยวข้องกับงานที่เรารับผิดชอบ คอยให้กำลังใจและชื่นชมเมื่อลูกทีมทำงานได้สำเร็จ รวมถึงช่วยให้คำแนะนำเมื่อติดปัญหา คุณสมบัติการเป็นผู้นำที่สามารถผลักดันให้ลูกน้องพัฒนาและเติบโตได้ด้วยตัวเองนี้จะติดตัวไปเมื่อคุณได้เริ่มมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งอาจช่วยทำให้องค์กรเติบโตและพัฒนาได้ด้วยพลังของทีมงาน

3. ยอมรับข้อผิดพลาด การนำเสนอความคิดใหม่ๆ นั้น บางอย่างก็สามารถนำไปต่อยอดจนประสบความสำเร็จได้มากมาย แต่ก็ยังมีอีกหลากหลายแนวคิดที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงๆ อย่างไรก็ตามการเสนอความคิดเหล่านี้ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็น่าจะมีประโยชน์อยู่บ้าง โดยเฉพาะความคิดที่ผิดก็สามารถใช้เป็นประสบการณ์เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขในครั้งต่อไป ดังนั้นในการฝีกฝนการบริหารงานในฐานะเจ้าของธุรกิจจึงไม่ควรมองข้ามการฝึกฝนคำพูดเชิงให้กำลังใจและยอมรับข้อผิดพลาดของพนักงานในหน่วยงานที่รับผิดชอบ ลองมอบรางวัลให้กับความพยายามที่จะเสนอไอเดียแม้ว่าจะนำไปใช้ไม่ได้ก็ตาม แทนที่การตำหนิต่อว่าที่บั่นทอนกำลังใจ เพราะการลงโทษเช่นนั้นจะทำให้ลูกทีมของเราไม่กล้าแสดงความคิดเห็นและจะทำให้องค์กรหยุดพัฒนาไปข้างหน้า

4. กำหนดเป้าหมายที่ท้าทายมากขึ้น โดยปกติแล้วในทุกๆ ธุรกิจก็จะมีการตั้งเป้าหมายเอาไว้อยู่แล้ว ความทะเยอยานของเราจะนำสู่เป้าหมายที่สูงขึ้น แต่การกำหนดจุดมุ่งหมายที่สูงขึ้นนั้นจะต้องอยู่ในขอบเขตที่เราสามารถทำได้จริง และจะต้องระบุเป้าหมายให้แน่ชัด รวมถึงต้องลงรายละเอียดให้ลึกว่าแต่ละคนในทีมมีหน้าที่ทำอะไรและจะไปถึงจุดมุ่งหมายได้อย่างไร และต้องย้ำกันในทีมบ่อยๆ ถึงแผนที่วางเอาไว้เพื่องานดำเนินไปอย่างราบรื่น วิธีการกำหนดเป้าหมายท้าทายเช่นนี้จะช่วยให้ทีมมีมาตรฐานการทำงานที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

จากที่กล่าวมาทั้งหมดเราคงเห็นว่าถึงแม้เราจะยังไม่ได้มีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่อย่างน้อยเราก็ยังสามารถฝึกฝนและหาประสบการณ์ก่อนที่จะไปถึงขั้นนั้นได้ไม่ยาก เพียงลองมองเรื่องใกล้ๆ ตัวเพื่อปรับมุมมองความคิดของตัวเองให้เป็นผู้ประกอบการเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะไปถึงขั้นนั้นจริงๆ

talewis
ผู้ประกอบการเป็นบุคคลที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจและสามารถหาช่องทางที่จะสร้างธุรกิจของตนเองได้ พร้อมที่จะรับความเสี่ยงต่าง ๆที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจที่จะเริ่มดำเนินธุรกิจ ซึ่งในการประกอบธุรกิจขนาดย่อมนั้น ต้องการผู้ประกอบการที่มีความสามารถหลาย ๆ ด้าน โดยการพิจารณาจากพฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้

1. มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นคนที่มองเห็นโอกาสและช่องทางในการสร้างธุรกิจภายใต้สภาพแวดล้อมต่าง ๆ

2. เรียนรู้หรือสร้างนวัตกรรม มีบริการรูปแบบใหม่ ๆ รวมถึงกระบวนการผลิต การตลาด และการจัดการทรัพยากร

3. ยอมรับความเสี่ยง ที่จะเกิดขึ้นจากการขาดทุนในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องตัดสินใจอย่างฉับไวและรอบคอบด้วยข้อมูลที่เชื่อถือได้

4. มีความสามารถในการจัดการทั่วไป ในการกำหนดแนวทางของธุรกิจรวมทั้งการจัดสรรทรัพยากร

5.มีความสามารถในการโน้มน้าวจิตใจผู้อื่น นอกจากจะมีความสามารถในการทำงานแล้ว จะต้องมีความสามารถในการชักจูงโน้มน้าวจิตใจผู้อื่นให้ช่วยเหลือในการทำงานได้ด้วย เช่น ธนาคาร ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงเพื่อช่วยในด้านการสนับสนุนทางการเงิน

6. มีความมุ่งมั่นในการดำเนินงาน เพื่อสร้างความเจริญเติบโตในการดำเนินธุรกิจ

7. ต้องเป็นคนที่มีความอดทน โดยเฉพาะระยะเริ่มก่อตั้งธุรกิจ ที่จะต้องประสบกับปัญหามากมาย

8. ต้องเป็นคนที่ใฝ่รู้อยู่เสมอ จะต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

9. ต้องเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เพราะจะช่วยให้ธุรกิจมีทิศทางชัดเจน โดยสามารถมุ่งไปสู่อนาคตตามเป้าหมายที่วางไว้

10.มีความเชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งธุรกิจจะสำเร็จได้นั่นต้องอาศัยความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง มีความเป็นอิสระและเพิ่งตนเองได้

11.มีความรับผิดชอบ โดยจะต้องรับผิดชอบต่องานที่ทำเป็นอย่างดี

12.มีความซื่อสัตย์ เพราะการซื่อสัตย์ต่อลูกค้าไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพสินค้าและการสร้างความน่าเชื่อถือของตนเอง

13.มีความกระตือรือร้น ทำงานทุกอย่างโดยไม่หลีกเลี่ยงและจะต้องทำงานหนักมากกว่าคนปกติทั่วไป

14. ต้องมีเครือข่ายดี เพราะจะทำให้ได้รับประโยชน์ทั้งข้อมูลและความช่วยเหลือด้านต่าง ๆเป็นอย่างดี

15.มองเหตุการณ์ปัจจุบันเป็นหลัก โดยจะต้องทำงานปัจจุบันให้ดีที่สุดและวางแผนไว้อย่างรอบคอบ

ฉะนั้นผู้ที่ต้องการทำธุรกิจเป็นของตนเองจำเป็นจะต้องขวนขวายในการหาช่องทางในการลงทุนทำธุรกิจอยู่เสมอ ซึ่งผู้ที่จะเป็นผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องไม่สะทกสะท้านกับอุปสรรต่างๆที่จะเกิดขึ้น จะต้องมีความตั้งใจแน่แน่วและอดทน เพื่อให้เกิดความสำเร็จในการทำธุรกิจ

ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์เช่นปัจจุบัน ที่ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีมีการพัฒนาและถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ดังนั้นผู้ประกอบการรายใดที่ไม่มีการปรับตัว ไม่มีการพัฒนา และคิดแต่เพียงว่า ความรู้ที่ตนเองมีอยู่ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Tacit Knowledge นั้นเพียงพอแล้ว จะทำให้ผู้ประกอบการรายนั้นประสบปัญหายุ่งยากตามมาอย่างมากมาย ทั้งนี้เนื่องจากว่าความรู้ที่มีอยู่ในตนเอง (Tacit Knowledge) ไม่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มเติมความรู้ที่เกิดจากภายนอกองค์กร หรือ ความรู้ที่เกิดจากการค้นคว้าเพิ่มเติม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Explicit Knowledge โดย Explicit Knowledge นี้ จะเป็นความรู้ที่เกิดจากการเรียนรู้ พัฒนา สังเคราะห์ นำมาใช้ประโยชน์ รวมถึง การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หรือ เป็นองค์ความรู้จากภายนอกองค์กรที่สามารถนำมาใช้ได้ทันที แต่ที่ผ่านมาผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่จะใช้เพียงองค์ความรู้ประเภท Tacit Knowledge จึงทำให้ผู้ประกอบการSMEs มีความด้อยในการแข่งขัน ไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ทั้งนี้อาจเนื่องจากสาเหตุหลายประการ อาทิ เช่น การขาดการเข้าถึงแหล่งความรู้ การขาดโอกาสในการเรียนรู้ การไม่ทราบถึงแหล่งองค์ความรู้

วงจรชีวิตผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม SMEs จากจุดเริ่ม Start up จากความชอบ ความถนัดส่วนตัว หรือบางรายอาจเกิดจากการเรียนรู้แบบครูพักลักจำ ทำธุรกิจเล็ก ๆ โดยเติมความขยันเมื่อเริ่มต้น ธุรกิจเริ่มขึ้นจากจุดเล็ก ๆ เติบโตด้วยยอดขาย ขณะที่บางรายอาจล้มหายตายจากโลกธุรกิจ เพราะขาดจุดเด่นในการเสนอขายต่อตลาด ขาดจุดขาย ไม่มีตลาด ใน ขณะที่บางราย ใช้จุดเด่นของสินค้า บวกจุดแข็งของบุคลิกเจ้าของธุรกิจ รู้จักแสวงหาโอกาสจากหน่วยงานต่าง ๆ เอาตัวรอดเติบโต รู้จักจังหวะ รู้จักรอคอยโอกาส และที่สำคัญรู้จักการใช้โอกาสเพื่อสร้างธุรกิจ

ความสำเร็จของผู้ประกอบการขนาดเล็กเหล่านี้ มีปัจจัยสำคัญ คือ การเรียนรู้ และการได้รับโอกาส จากความสัมพันธ์ และการมีเครือข่ายที่ดี มีเป้าหมายในการสร้างธุรกิจบนพื้นฐานการเรียนรู้ การเติมความรู้ตลอดเวลา โดย “พี่เลี้ยงธุรกิจ” ซึ่งหมายถึงหน่วยงานต่าง ๆ คำถาม คือ “ทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการกลุ่ม start up สามารถเข้าใจและเรียนรู้กระบวนการปัจจัยแห่งความสำเร็จในธุรกิจได้?” หากสามารถทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ มีขีดความสามารถในการประกอบการ ก้าวข้ามระดับต้นหรือ start up สู่ระดับการเจริญเติบโตได้ จะทำให้เป็นผลดีต่อความยั่งยืนและการขยายตัวสู่การจดทะเบียนในระบบต่อไป

การพัฒนาบุคลากรเพื่อ SMEs มุ่งพัฒนาคน SMEs ให้มีขีดความสามารถ และความเข้าใจในบริบทงานการส่งเสริมและพัฒนา SMEs ใน สังคมไทยเชิงบูรณาการ โดยเลือกในกลไกสำคัญ คือ ความสามารถของบุคคล (ผู้ประกอบการ) กับ ความสามารถเชิงวิชาการ (สถาบันอุดมศึกษา) ก่อให้เกิดความเข้าใจในบริบทของปัญหาอุปสรรค ความต้องการของผู้ประกอบการ ตลอดจนสร้างความร่วมมือในรูปของที่ปรึกษาระดับต้นจากสถาบันการศึกษา ซึ่งรวบรวมองค์ความรู้ งานวิจัย และการบริการวิชาการ สู่การประกอบการ หรือจะเรียกว่า การนำงานวิจัยจากหิ้ง ในสถาบัน สู่ ห้างร้าน ของผู้ประกอบการเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์

Powered by WordPress | Theme by RoseCityGardens.com